คำคม...คติสอนใจ

@...ความเจริญทางจิตใจนั้นเราจะซื้อไม่่ได้...@

Hi ! Welcome...สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับ "บ้านซ่าหรี"
บุคคลทั่วไป กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ส่งอีเมล์ยืนยันการเข้าใช้งานด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

>> แอบเปิ้ลธัญพืชกรอบ


Crunchy Apple Sndck

What you'll need :

2 tablespoons of peanut butter

1 tablespoons of honey

1 apple, cored and cut into 8 pieces

1/3 cup of low-fat cereal

>> สิ่งที่เด็กๆต้องเตรียมนะคะ

1. เนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ

2. น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา

3. แอปเปิ้ล 1 ผล หั่นออกเป็น 8 ชิ้น

4. ธัญพืชชนิดไขมันต่ำ 1/3 ถ้วย

Spread a thin layer of the peanut-butter mixture on the cut sides of each apple wedge.
ทาเนยถั่วที่ผสมแล้ว ลงบนแอปเปิ้ลแตละชิ้นเป็นชั้นบางๆ

Mix the peanut butter and honey.
ผสมเนยถั่วและน้ำผึ้งเข้าด้วยกัน

Roll the wedges in cereal, pressing gently.
นำผลแอปเปิ้ลมาคลุกกับธัญพืชแล้วกดเบาๆ

แค่นี้ก็เรียบร้อยจร้า

Cruncha-licious!
กรอบอร่อย!

By : Mary Mulard


>> เปลี่ยนปัญหากลายเป็นปัญญา....ทำได้อย่างไร?


@...การเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา

ปัญหา"เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากเลี่ยงหลีก"
แต่ไม่มีใครที่หนีมันพ้นได้ เพราะปัญหาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิ
ในเมื่อเราไม่มีวันหนีปัญหาพ้น
จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเตรียมใจให้พร้อมเพื่อต้อนรับมันอยู่เสมอ
การมองว่า "ปัญหา"เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น

เช่นเดียวกับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเผชิญกับปัญหาได้โดยไม่ทุกข์มากนัก
แต่วิธีที่ดีกว่านั้นก็คือการเปลี่ยน "ปัญหา" ให้กลายเป็น
"ปัญญา" เพราะนอกจากจะไม่ทุกข์หรือ
"ขาดทุน" แล้ว ยังได้ประโยชน์เป็น "กำไร"กลับมาด้วย

ขอให้สังเกตคำว่า "ปัญหา" กับ "ปัญญา"


นั้นมีความใกล้เคียงกันมาก ต่างกันแค่ตัวเดียวคือ

 "ห" กับ "ญ" ในชีวิตจริง สิ่งที่เรียกว่า "ปัญหา"
นั้นก็อยู่ใกล้กับ "ปัญญา" มากเช่นเดียวกัน
ปัญหาสามารถก่อให้เกิดปัญญาได้หากรู้จักมองหรือใคร่ครวญกับมัน
นักเรียนจะเฉลียวฉลาดได้ก็เพราะหมั่นทำการบ้าน
การบ้านนั้นคืออะไรหากไม่ใช่ปัญหาหรือ
โจทย์ที่ต้องขบคิด ถ้าครูไม่ขยันให้โจทย์

หรือตั้งคำถามให้นักเรียนขบคิด
นักเรียนก็ยากที่จะเกิดปัญญาได้
คนทั่วไปนั้นเมื่อเจอปัญหา
ก็จะเป็นทุกข์หรือกลัดกลุ้มไปกับมัน
แต่ถ้าลองตั้งสติและพิจารณาให้ด
ปัญหาก็จะกลายเป็นปัญญาได้ไม่ยา

เมื่อ ๘๐ ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่ง
ได้เพาะเลี้ยงแบคทีเรียไว้ในจาน
เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยเรื่องไข้หวัด
วันหนึ่งเขาพบว่ามีเชื้อราเข้าไปปนเปื้อน
และทำลายแบคทีเรียที่เพาะเอาไว้
นั่นหมายความว่าเขาต้องเพาะแบคทีเรียขึ้นใหม่
เจ้าเชื้อราตัวนี้สร้างปัญหาให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้
แต่แทนที่จะโมโห เขากลับฉุกคิดขึ้นมาว่า

ถ้ามันฆ่าแบคทีเรียที่เพาะในจานได้
มันก็ต้องกำจัดแบคทีเรียที่ในร่างกายคนได้เช่นกัน
ปัญญาเกิดขึ้นแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ทันที
นำไปสู่การค้นพบเพนนิซิลินหรือยาปฏิชีวนะ

ซึ่งในเวลาไม่นานสามารถช่วยชีวิตผู้คนนับร้อยล้านคนทั่วโลก
นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้คืออเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่งนั่นเอง
โลกก้าวหน้าได้เพราะเรารู้จักเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา
มองให้แคบลงมา ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากประสบวิกฤต

บางคนเป็นโรคหัวใจเจียนตาย
ภัยร้ายได้บังคับให้เขาต้องหันมาทบทวนชีวิตของตน
และพบว่าการหมกมุ่นอยู่กับตนเอง ตัดขาดจากผู้อื่น
และจมอยู่กับความหดหู่เศร้าหมอง
เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เขามีอาการดังกล่าว เขาจึงปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
เข้าหาผู้คน ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อผู้อื่น


และปล่อยวางความกังวลหม่นหมอง
ไม่นานสุขภาพของเขาก็ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น
เขายอมรับว่า การเป็นโรคหัวใจเป็นสิ่งดีที่สุดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเขา
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา


แทนที่จะคร่ำครวญหรือตีอกชกหัว

ลองใคร่ครวญดูให้ดี จะพบว่า
ปัญหาเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ถ้าเรามองสัญญาณนี้ออก นั่นแสดงว่าปัญญาได้เกิดแก่เราแล้ว
ขั้นต่อไปก็คือเปลี่ยนทัศนคติ

พฤติกรรม หรือการใช้ชีวิตให้ถูกต้อง
เหมาะสม และชาญฉลาด
ไม่ควรมองว่าปัญหาคือ
"ทางตัน"

ถ้ามองให้ดี ในตัวปัญหานั้นก็มี
"ทางออก" ด้วยเหมือนกัน อย่าลืมว่า

สลักที่ล็อคประตูนั้นก็เป็นสลักอันเดียวกับที่ใช้เปิดประตู
สวิตช์ที่ปิดไฟก็เป็นอันเดียวกับที่ใช้เปิดไฟให้สว่าง
ฉันใดก็ฉันนั้นในคำถามก็มีคำตอบเฉลยอยู่
จะว่าไปแล้วปัญหาหรือความทุกข์ทั้งหลาย
ไม่ได้มีไว้ให้เราคร่ำครวญ แต่มีไว้ให้ใคร่ครวญนั่นเอง


ในความทุกข์นั้นก็มีทางออกจากความไม่ทุกข์แฝงอยู่เสมอ
ในภาพยนตร์เรื่อง Batman Begins เด็กชายบรู๊ซ
(ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นมนุษย์ค้างคาว)
ได้พลัดตกลงไปในหลุม เมื่อพ่อช่วยขึ้นมาแล้ว
ได้ถามลูกว่า "รู้ไหมทำไมคนเราถึงหกล้ม?"
ลูกนึกไม่ออก พ่อจึงเฉลยว่า
"ก็เพื่อเราจะได้รู้วิธีลุกขึ้นมาไงล่ะ" ความทุกข์มีขึ้น

ก็เพื่อสอนเราให้รู้จักหลุดพ้นจากความทุกข์

ปัญหาเกิดขึ้นก็เพื่อสอนเราให้เกิดปัญญา
ด้วยเหตุนี้ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
หากคือครูที่มาสอนให้เราฉลาดขึ้นนั่นเอง



(ขอบคุณภาพประกอบจาก internet)

>> การใช้ชีวิต 6 ระดับ



การใช้ชีวิต 6 ระดับ

1. การใช้ชีวิตตามความหวาดกลัว คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับนี้ การใช้ชีวิตในระดับนี้ การตัดสินใจในชีวิตไม่สนใจเรื่องถูกต้อง แต่สนใจในเรื่องถูกใจ
คิดแต่ความหวาดกลัว เช่น กลัวลูกน้องไม่รัก กลัวเพื่อนไม่คบ


2. การใช้ชีวิตตามกติกา ในระดับสังคมบ้านเมือง เราใช้กติการในการดำเนินชีวิตมาก กติกาหลักๆ ที่เราใช้ มักจะเกี่ยวข้องอยู่กับ เรื่องสองสามเรื่องคือ "เงิน-เศรษฐศาสตร์" เราจะคำนึงถึงความคุ้ม กำไรและมักใช้สิ่งนี้ เป็นเหตุผลในการตัดสินใจ "วิชา" การตัดสินใจทำสิ่งใด อาศัยว่าได้เรียนมาอย่างไรก็ทำไปตามนั้น "กฎหมาย" ชีวิตเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกฎหมาย ดำเนินชีวิตไปตามกฎเกณฑ์ ที่กฎหมายกำหนดไว้

3. การใช้ชีวิตตามสำนึกที่ดี ส่วนใหญ่แล้วเราใช้ชีวิตในระดับสำนึกที่ดี
แต่บางทีเราก็ท้อแท้ว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะเราทำดีแล้ว เราหวังว่าเราควรจะได้อะไรตอบแทน ที่ไม่ได้ก็ผิดหวัง แต่เมื่อเราได้พบเห็นคนที่เขาทุกข์ยาก ลำบากกว่าเรา เราเองก็อาจจะรู้สึกว่า โชคดีเท่าไรแล้ว ที่เราได้ทำดี ได้ใช้ชีวิตที่ดี


4. การใช้ชีวิตตามความจริง คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในระดับนี้ เป็นคนที่อยู่กับความจริงที่มันเป็นจริงๆ คาดหวังให้ตรงกับความเป็นจริง ความจริงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องค้นหา เพียงแต่อย่าใส่ความไม่จริงลงไป ถ้าเราใช้ชีวิตอย่าง ไม่เข้าใจความจริง เราก็จะใช้ชีวิตไปตามแรงจูงใจ ด้วยอุดมคติ แรงจูงใจด้วยความคาดหวัง ซึ่งเสี่ยงต่อความพลาดผิดหวัง ท้อแท้ และเสียใจ

5. การใช้ชีวิตด้วยความว่าง เมื่อเราเริ่มมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่มันตกลงตรงหน้าเรา เห็นว่าสิ่งทั้งหลายมันเปลี่ยนแปลง และมีวันตาย เห็นความจริงว่า มันสุขๆ ทุกข์ๆ เมื่อเจอความทุก เราก็สามารถเผชิญหน้ากับมันได้ คนที่ใช้ชีวิตในระดับนี้ จะทำใจได้ว่าปัญหาเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นธรรมชาติที่ชีวิตต้องจอ

6. ชีวิตที่หลุดพ้น เป็นชีวิตที่แข็งแรง ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของความอยาก ความต้องการใดๆ ที่เกินจำเป็น มองเห็นชีวิตตามความเป็นจริง เลือกใช้ชีวิตแต่ในสิ่งที่เป็นาระ


ที่มา : หนังสือเรื่อง "แรงดลใจแห่งชีวิต"
ผู้เขียน : คุณโสภณ สุภาพงษ์

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

>> ขุนเขา

(ขอบคุณภาพจาก internet ค่ะ)

ในความเวิงว้างของธรรมชาติที่เราเห็น

มีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นมีความหมาย

ภาพที่สวยโดดเด่นตรงหน้าทั้งเช้าสาย

ยามฝนโปรยปรายดูเยือกเย็นและอบอุ่น


ธรรมชาติสอนมนุษย์ให้มีความรู้สึกเช่นนี้

หากแต่มีใครบ้างที่คิดถึงและรู้สึกคุ้น

ความว่างเปล่า ความอบอุ่นที่ซ่อนเร้นมันกรุ่น

แม้นบางครั้งดูวุ่นวายสับสนของมนุษย์ก็ตา

ซ่อนกลิ่น  ซ่าหรี....180254



>> ความทรงจำ

(ขอบคุณภาพจาก internet)

อดีตเป็นเพียงแค่ความทรงจำ

ปัจจุบันจำแต่เรื่องดีดี

ปล่อยให้มันผ่านพ้นอย่าให้มี

จะสุขขีเบาบางไม่ทุกข์ใจ

ซ่อนกลิ่น ซ่าหรี.......180254

>> วันมาฆบูชา

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

วันมาฆบูชา ซึ่งถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง วันนี้กระปุกจึงมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับวันมาฆบูชามาฝากกันค่ะ

ความหมายของวันมาฆบูชา

          คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3  

การกำหนดวันมาฆบูชา
          การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม

ความสำคัญและประวัติของวันมาฆบูชา
          ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่างๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"

ทั้งนี้ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่
          1.วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

          2.มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          3.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6

          4.พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

          และ เพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ

          * จาตุร แปลว่า 4
          * องค์ แปลว่า ส่วน
          * สันนิบาต แปลว่า ประชุม

          ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ 4" นั่นเอง
          ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์

ประวัติการถือปฏิบัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย

          พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า

          ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระ บาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวรวิหารและวัดราชประดิษฐ์จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
          เมื่อถึงเวลาค่ำ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึงและขนมต่างๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่ นั้นๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง
          ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา

          นอกจากนี้ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
http://hilight.kapook.com/view/20696 

 

>> สับสน


ความรู้สึกของคนเรา

 บางครั้งก็โง่เขลาเหลือเกิน

กับความคิดที่เผินๆ

มันมากเกินที่จะบรรยาย

ซ่อนกลิ่น..



สาระที่คุณต้องค้น...ตรงนี้นะคะ